การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้ในกลุ่มป่าดงพญาเย็น – เขาใหญ่ ภายหลังการขึ้นทะเบียนมรดกโลก

การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้ในกลุ่มป่าดงพญาเย็น – เขาใหญ่  ภายหลังการขึ้นทะเบียนมรดกโลก
  • ชื่อเอกสาร: การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้ในกลุ่มป่าดงพญาเย็น – เขาใหญ่
  • เอกสาร: พร้อมดาวน์โหลด
  • การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้ในกลุ่มป่าดงพญาเย็น – เขาใหญ่

การศึกษาการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่กลุ่มป่าดงพญาเย็น – เขาใหญ่ ภายหลังการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ดําเนินการโดยการแปลภาพถ่ายดาวเทียมจําแนกสังคม พืชและการใช้ประโยชน์ที่ดินรูปแบบต่างๆ เปรียบเทียบระหว่างปี พ.ศ. 2549 และปี พ.ศ. 2557 และทํา การตรวจสอบความถูกต้องทางภาคสนามในระดับสูง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยระบบสารสนเทศ ภูมิศาสตร์ ผลการศึกษาสามารถจําแนกสังคมพืชและการใช้ประโยชน์ที่ดินอื่นๆ ในพื้นที่ได้เป็น ป่าดิบเขา ป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง ป่าดิบแล้งระดับต่ํา ป่าดิบแล้งผสมไผ่ ป่าเบญจพรรณ ป่าเบญจพรรณบนเขาหินปูน ป่าเต็งรัง ป่ารุ่นสอง ป่าละเมาะ สวนป่า สวนยูคาลิปตัส สวนยางพารา ทุ่งหญ้า ไร่ร้าง พื้นที่เปิดโล่ง ถนน แหล่งน้ํา พื้นที่เกษตรกรรม นาข้าว ชุมชนหนาแน่น และสถานที่ราชการ ซึ่งแต่ละระบบนิเวศดังกล่าวมี ความเสี่ยงต่อการถูกเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ส่งผลกระทบในทิศทางบวกและทิศทางลบต่อระบบนิเวศ  เมื่อทําการเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงใน 2 ช่วงระยะเวลาดังกล่าว พบว่าอุทยานแห่งชาติทั้ง 4 แห่ง มีการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ไปในทิศทางที่ส่งผลทางบวกมีมากกว่าการเปลี่ยนแปลงที่จะส่งผล กระทบในทิศทางลบต่อระบบนิเวศ ยกเว้นในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ ที่มีการเปลี่ยนแปลงไป ในทิศทางที่ส่งผลทางลบมากกว่าการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ส่งผลทางบวก ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงไป ในทิศทางลบที่เกิดขึ้น เกือบทั้งหมดเกิดขึ้นในพื้นที่ตามชายขอบและแนวกันชน (buffer) ของเขตพื้นที่ อนุรักษ์ ซึ่งไม่กระทบต่อความโดดเด่นอันเป็นสากล ซึ่งหากได้รับการจัดการที่ดีขึ้นจะช่วยลดแนวโน้ม ความเปลี่ยนแปลงลงได้ ส่วนการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางบวกที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่ใจกลาง (core areas) เช่น สภาพป่าเสื่อมโทรมหรือไร่ร้างที่ได้รับการฟื้นฟูสภาพป่า ซึ่งช่วยเสริมความโดดเด่น ตามธรรมชาติและความสมบูรณ์ของระบบนิเวศโดยรวม แนวโน้มดังกล่าวได้นํามาสร้างภาพฉายในอนาคตอีก 20 ปีข้างหน้า ด้วยวิธีการทางด้าน สารสนเทศภูมิศาสตร์ พบว่าภายใต้รูปแบบการจัดการที่ผ่านมาจะทําให้มีการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลทางลบ ต่อความโดดเด่นอีกเพียงไม่มากนัก ซึ่งผลการวิเคราะห์บริเวณที่มีความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงไปใน ทิศทางลบสามารถนํามาใช้ในการวางแผนจัดการและป้องกันได้เป็นอย่างดี 

The study on Forest Conversion in Dong PhayaYen – Khaoyai Forest Complex world Heritage site was investigated by using LANDSAT satellite imagery. The classification of plant Community and other Land use patterns were analysed by comparing the imagery during 2006 and 2013.  The result found that the plant communities in Dong PhayaYen – Khaoyai Forest Complex world Heritage site compose of Hill evergreen forest, Moist evergreen forest, Dry evergreen forest, Lower dry evergreen forest, Dry evergreen forest mixed with Bamboo, Mixed deciduous forest, Mixed deciduous on limestone, Dry dipterocarp forest, Secondary forest, Scrub forest, Range land, Government housing, Old clearing areas, Forest plantation, Abandon land or open area, Road, Water body, Agricultural land, Paddy field, Urban areas, Eucalyptus plantation and Para-rubber Plantation. The analysis found that several Ecosystems trend to be risk in forest conversion both positive and negative direction.  According to the comparison of the forest conversion before and after inscription to World Heritage site, the analysis found that the direction of forest conversion is positive to Outstanding Universal Value (OUV) of the World Heritage criteria.  Coincide with the core area, there is some old clearing area had been rehabilitated by forest Plantation Project with natural succession stage. Nevertheless, negative direction was occurred in area of edge and buffer zone of the protected areas and might not impact to the OUV of World Heritage site.  Regarding to Land use forecasting undertake to the projection in next 20 years found that future scenario of land use changes in Dong PhayaYen – Khaoyai Forest Complex world Heritage site might have some small negative effected on OUV. However, the result of this study could be applied for land use planning in order to protect the natural World Heritage site in the future.