หน้าแรก เกี่ยวกับศูนย์ฯ อัลบั้มภาพ สาระจากงานวิจัย บทความที่น่าสนใจ ดาวน์โหลด ติดต่อ   คู่มือ?
เข้าระบบ
ชื่อเรียก:

รหัสผ่าน:


ลืมรหัสผ่าน?

สมัครสมาชิก!
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ใครกำลังใช้งาน
มี 1 คนกำลังใช้งาน (มี 1 คนกำลังใช้งาน บทความที่น่าสนใจ)

สมาชิก: 0
บุคคลทั่วไป: 1

มีต่อ...
จำนวนผู้เข้าชมเว็บ
ผู้เข้าชมทั้งหมด : 881838881838881838881838881838881838

SmartSection is developed by The SmartFactory (http://www.smartfactory.ca), a division of INBOX Solutions (http://inboxinternational.com)
สาระน่ารู้ > จระเข้น้ำจืด
จระเข้น้ำจืด
จระเข้น้ำจืด
ชื่อสามัญ : จระเข้น้ำจืด
ชื่อภาษาอังกฤษ : Siamese Crocodile
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Crocodilus siamensis
ลักษณะทั่วไป : จระเข้มีลักษณะที่แตกต่างจากสัตว์เลื้อยคลานชนิดอื่น คือมีการเจริญเติบโตได้โดยไม่ต้องมีการลอกคราบ รูปร่างจระเข้คล้ายจิ้งจก แต่มีขนาดใหญ่กว่าหลายเท่า รูปร่างปกคลุมด้วยผิวหนังแข็งแรง ลักษณะคล้ายเกราะคลุมตัว มีเกล็ดซึ่งมีลักษณะเป็นกระดูกแข็งปกคลุมส่วนหลัง ขา และหาง มีหางที่แข็งแรง และมีขา 4 ขา โดยขาคู่หน้ามีขนาดเล็กและสั้นกว่าขาหลัง ขาหลังมีความแข็งแรงมาก ใช้ยันตัวในการเดินหรือการปีนป่าย ขาของจระเข้ใช้สำหรับเดินเท่านั้น ขาทั้ง 4 ข้างจะพับแนบไปข้างลำตัว ขณะว่ายน้ำขาจะแนบไปกับลำตัว การว่ายน้ำใช้การเคลื่อนไหวของหาง ซึ่งมีลักษณะคล้ายใบพาย ทำให้สามารถว่ายน้ำได้อย่างรวดเร็ว ขาหน้ามีนิ้วเท้าข้างละ 5 นิ้ว แต่ขาหลังมีนิ้วเท้าข้างละ 4 นิ้ว ปลายนิ้วเท้ามีเล็บหนา ยาวงุ้ม สำหรับนิ้วเท้าหลังมีพังผืดยึดระหว่างนิ้ว ส่วนของพังผืดนี้ช่วยให้จระเข้พยุงตัวในลักษณะการว่ายน้ำช้าๆได้ กระดูกศีรษะของจระเข้มีลักษณะแบนลง ( Depressed ) มีปากซึ่งสามารถอ้าได้กว้างมากมีลิ้นขนาดใหญ่และหนาอยู่ติดกับกรามล่าง

จระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทย เป็นจระเข้ขนาดปานกลาง ค่อนมาทางใหญ่ ( ความยาว 3-4 เมตร) มีลักษณะคล้ายจระเข้น้ำเค็ม แต่มีลักษณะที่เห็นเด่นชัด คือจระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทยมีเกล็ดท้ายทอย ( Post occipital scale ) จำนวน 4 เกล็ด ส่วนจระเข้พันธุ์น้ำเค็มจะไม่มีเกล็ดท้ายทอย ลักษณะ ภายนอกอีกอย่างที่ใช้จำแนกระหว่างจระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทยและจระเข้น้ำเค็ม คือเท้าหลังของจระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทยมีแผ่นพังผืดยึดระหว่างนิ้วเพียงบางส่วน ซึ่งแตกต่างจากจระเข้น้ำเค็มที่มีแผ่นพังผืดระหว่างนิ้วยาวจรดปลายนิ้ว จระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทย มีปากทู่ กว้าง และสั้นกว่าจระเข้น้ำเค็ม ส่วนปากสามารถอ้าได้กว้างมาก มีฟันเป็นลักษณะรูปทรงกรวย (Conical Shape) จำนวน 33 คู่ ประกอบด้วย ฟันบน 18 คู่ ฟันล่าง 15 คู่ ฟันเหล่านี้ถ้าหากหักหลุดไปสามารถงอกขึ้นมาได้ใหม่ มีลิ้นซึ่งหนา และมีขนาดใหญ่ติดอยู่กับผนังปากล่าง จมูกจระเข้อยู่บริเวณส่วนโค้งของปลายปาก ด้านบนมีลักษณะเป็นปุ่มนูนรูปทรงกลม เรียกโดยทั่วไปว่าก้อนขี้หมามีรูจมูก 2 รู สามารถปิด เปิดได้ ในขณะดำน้ำรูจมูกจะปิดสนิทเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเข้าจมูก จระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทย มีลำตัวอ้วนป้อมมีหนังซึ่งเหนียวและหนา หนังด้านบนประกอบด้วยเกล็ดแข็ง ซึ่งมีกระดูกอยู่ภายในเป็นเกราะป้องกันอันตรายได้เป็นอย่างดี ส่วนหนังด้านท้องจะมีลักษณะอ่อนนิ่ม แต่มีความเหนียวมาก มีเกล็ดหลังคอ ( backcales ) ขนาดใหญ่จำนวน 6 เกล็ด ([online],.เข้าถึงได้ ; http://www.nicaonline.com/articles9/site/view_article.asp?idarticle=87)
ความแตกต่างของเพศผู้และเพศเมีย : เพศของจระเข้จะเห็นได้ชัดในจระเข้ที่มีอายุ 3 ปีขึ้นไป โดยสามารถสังเกตได้จากหลายแห่งด้วยกัน คือ ลำตัว จระเข้ตัวผู้จะมีช่วงลำตัวยาวกว่า มีสีเข้มกว่าเป็นสีเกือบดำ ในขณะที่ตัวเมียลำตัวจะสั้นและป้อมกว่า เกล็ด ตัวผู้มีเกล็ดใหญ่กว่า ที่ท้ายทอยมีเกล็ดขนาดใหญ่สองข้างๆละ 2 เกล็ด ซึ่งเป็นลักษณะประจำพันธุ์ของจระเข้น้ำจืด และจะมีเกล็ดอยู่ที่ด้านบนของส่วนคอเป็นกลุ่มเกล็ดขนาดใหญ่ประมาณ 6 เกล็ด ส่วนหัว ตัวผู้มีโหนกหลังตาสูงคมเด่นชัด ([online],.เข้าถึงได้ ; http://www.fisheries.go.th/management/crocodile.htm)
ธรรมชาติของจระเข้น้ำจืด : จระเข้น้ำจืดในสภาพธรรมชาติมักอยู่เดี่ยวๆ อาศัยตามแหล่งน้ำนิ่ง บึง หรือวังน้ำที่สงบ มีความลึกไม่เกิน 5 ฟุต มีร่มเงาพอสมควร เพราะจระเข้เป็นสัตว์เลือดเย็น ถ้าอากาศร้อนมันจะแช่อยู่ในน้ำมากกว่าอยู่บนบก แต่ถ้าอากาศหนาวจะขึ้นมานอนผึ่งแดดบนบกในตอนกลางวัน โดยจะนอนนิ่งอ้าปากกว้าง เพื่อปรับอุณหภูมิในร่างกาย โดยเฉลี่ยแล้วจระเข้น้ำจืดมีความยาวตลอดลำตัวประมาณ 3-4 เมตร แต่ถึงแม้จะมีขนาดใหญ่กลับเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว ว่องไว สามารถวิ่งในระยะทางสั้นๆได้เร็วพอๆกับคนเลยทีเดียว จระเข้มีสายตาที่รวดเร็วมาก สามารถงับนกที่บินผ่าน หรืออาหารที่คนโยนให้ไว้ได้ก่อนตกถึงพื้น ตาของมันมองเห็นได้รอบทิศเป็นมุม 180 องศา มันจึงมองเห็นวัตถุเหนือหัวได้ด้วย หรือแม้แต่เมื่ออยู่ในน้ำก็สามารถมองเห็นได้โดยมีม่านตาใสอีกชั้นหนึ่งปิดทับลูกตา
ประสาทสัมผัสด้านการรับกลิ่นของจระเข้นั้น นอกจากจมูกเป็นปุ่มกลมนูนที่ปลายปากแล้ว ยังมีกระเปาะเป็นโพรงภายในปาก จึงสามารถรับรู้กลิ่นได้ทั้งบนบกและในน้ำ ประสาทสัมผัสพิเศษอีกอย่างหนึ่งคือ การรับรู้ทางผิวหนังเมื่อมีแรงสั่นสะเทือนพื้นดินหรือน้ำ และสามารถรับรู้เหตุการณ์ทางธรรมชาติได้ล่วงหน้า เช่น ฝนตก พายุ หรือแผ่นดินไหว จะส่งเสียงร้องในลำคอคล้ายเสียงคำรามและมีอาการตื่นตระหนกตกใจ
จระเข้ไม่สามารถกินอาหารใต้น้ำได้ เนื่องจากจะทำให้น้ำไหลเข้าหลอดลม จระเข้จะใช้ปากที่มีฟันอยู่กว่า 60 ซี่ งับเหยื่อแล้วสะบัดอย่างแรงจนฉีกเป็นชิ้นๆ ก่อนที่จะกลืนลงคอไป ปกติจระเข้ไม่ใช่สัตว์กินจุ มันจะกินอาหารเพียงวันละครั้ง คิดเป็นน้ำหนักประมาณ 3-5 % ของน้ำหนักตัวเท่านั้น ([online],.เข้าถึงได้ ; http://www.fisheries.go.th/management/crocodile.htm)
ที่อยู่อาศัย : อาศัยอยู่ตามทะเลสาบน้ำจืดในที่ราบ บึง หนอง และแม่น้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบึงที่แยกออกมาจากลำแม่น้ำ และลำธารที่น้ำไหลเอื่อยๆ ที่มีฝั่งเป็นโคลน([online],.เข้าถึงได้ ; http://www.prc.ac.th/tree_ac_teen/c_siamensis.htm)
ถิ่นกำเนิด : เวียดนาม เขมร ลาว ไทย กะลิมันตัง ชวา และมีในสุมาตรา แต่ปัจจุบันได้สูญหายไปจนหมดแล้ว สถานะในธรรมชาติเชื่อว่าหลงเหลืออยู่เพียงที่เดียวคือ ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน จังหวัดฉะเชิงเทรา อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี และอุทยานแห่งชาติปางสีดา จังหวัดนครนายก เท่านั้นแต่ในต่างประเทศยังคงพบอยู่ที่ทะเลสาบเขมรอยู่
เขตแพร่กระจาย : เขตแพร่กระจายมีทั่วไปในประเทศแถบอินโดจีน จนถึงประเทศไทย บอร์เนียว และชวา ในอดีตพบค่อนข้างชุกชุมในพื้นที่ชุ่มน้ำในภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ โดยเฉพาะในบึงบอระเพ็ด ซึ่งเคยมีรายงานไว้ว่ามีจระเข้อยู่จำนวนมากถึง 200 ตัวเขตแพร่กระจายมีทั่วไปในประเทศแถบอินโดจีน จนถึงประเทศไทย บอร์เนียว และชวา ในอดีตพบค่อนข้างชุกชุมในพื้นที่ชุ่มน้ำในภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ โดยเฉพาะในบึงบอระเพ็ด ซึ่งเคยมีรายงานไว้ว่ามีจระเข้อยู่จำนวนมากถึง 200 ตัว
([online],.เข้าถึงได้ ; http://www.prc.ac.th/tree_ac_teen/c_siamensis.htm)
สาเหตุของการใกล้สูญพันธุ์ : ประชากรในธรรมชาติของจระเข้น้ำจืดได้ลดจำนวนลงอย่างยิ่ง เนื่องจากการล่าเอาหนังอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด เช่นเดียวกับจระเข้ชนิดอื่นๆ การทำลายแหล่งที่อยู่ เมื่อพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ถูกแปรสภาพเป็นนาข้าว จระเข้ที่หลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่ตัวก็ถูกไล่ล่าและจับไปขายฟาร์มเลี้ยงจระเข้ จระเข้ที่เลี้ยงในฟาร์มก็มีปัญหาการสูญเสียลักษณะทางกรรมพันธุ์โดยการผสมข้ามชนิดระหว่างจระเข้น้ำจืดกับจระเข้น้ำเค็ม
([online],.เข้าถึงได้ ; http://www.prc.ac.th/tree_ac_teen/c_siamensis.htm)

สถานภาพ : สัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535 (สถานะในอนุสัญญาของไซเตส ได้ขึ้นบัญชีจระเข้น้ำจืดไว้อยู่ในบัญชีหมายเลข 1 (Appendix 1)ปัจจุบัน จระเข้สายพันธุ์นี้แท้ ๆ ก็ยังหายากในสถานที่เลี้ยง เนื่องจากได้ถูกผสมสายพันธุ์กับจระเข้สายพันธุ์อื่นจนเสียสายพันธุ์แท้ไป เนื่องจากเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจ) http://www.wanakorn.com/natural_detail.php?tid=39&nid=320)

พฤติกรรมของจระเข้น้ำจืด
จระเข้น้ำจืดในสภาพธรรมชาติมักอยู่เดี่ยวๆ อาศัยตามแหล่งน้ำนิ่ง บึง หรือวังน้ำที่สงบ มีความลึกไม่เกิน 5 ฟุต มีร่มเงาพอสมควร เพราะจระเข้เป็นสัตว์เลือดเย็น ถ้าอากาศร้อนมันจะแช่อยู่ในน้ำมากกว่าอยู่บนบก แต่ถ้าอากาศหนาวจะขึ้นมานอนผึ่งแดดบนบกในตอนกลางวัน โดยจะนอนนิ่งอ้าปากกว้าง เพื่อปรับอุณหภูมิในร่างกาย โดยเฉลี่ยแล้วจระเข้น้ำจืดมีความยาวตลอดลำตัวประมาณ 3-4 เมตร แต่ถึงแม้จะมีขนาดใหญ่กลับเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว ว่องไว สามารถวิ่งในระยะทางสั้นๆได้เร็วพอๆกับคนเลยทีเดียว จระเข้มีสายตาที่รวดเร็วมาก สามารถงับนกที่บินผ่าน หรืออาหารที่คนโยนให้ไว้ได้ก่อนตกถึงพื้น ตาของมันมองเห็นได้รอบทิศเป็นมุม 180 องศา มันจึงมองเห็นวัตถุเหนือหัวได้ด้วย หรือแม้แต่เมื่ออยู่ในน้ำก็สามารถมองเห็นได้โดยมีม่านตาใสอีกชั้นหนึ่งปิดทับลูกตา
ประสาทสัมผัสด้านการรับกลิ่นของจระเข้นั้น นอกจากจมูกเป็นปุ่มกลมนูนที่ปลายปากแล้ว ยังมีกระเปาะเป็นโพรงภายในปาก จึงสามารถรับรู้กลิ่นได้ทั้งบนบกและในน้ำ ประสาทสัมผัสพิเศษอีกอย่างหนึ่งคือ การรับรู้ทางผิวหนังเมื่อมีแรงสั่นสะเทือนพื้นดินหรือน้ำ และสามารถรับรู้เหตุการณ์ทางธรรมชาติได้ล่วงหน้า เช่น ฝนตก พายุ หรือแผ่นดินไหว จะส่งเสียงร้องในลำคอคล้ายเสียงคำรามและมีอาการตื่นตระหนกตกใจ
จระเข้ไม่สามารถกินอาหารใต้น้ำได้ เนื่องจากจะทำให้น้ำไหลเข้าหลอดลม จระเข้จะใช้ปากที่มีฟันอยู่กว่า 60 ซี่ งับเหยื่อแล้วสะบัดอย่างแรงจนฉีกเป็นชิ้นๆ ก่อนที่จะกลืนลงคอไป ปกติจระเข้ไม่ใช่สัตว์กินจุ มันจะกินอาหารเพียงวันละครั้ง คิดเป็นน้ำหนักประมาณ 3-5 % ของน้ำหนักตัวเท่านั้น
จระเข้จะมีลักษณะการดำรงชีวิตในธรรมชาติที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละฤดู กล่าวคือ ในฤดูร้อนตามแหล่งน้ำที่อยู่อาศัย เช่น ห้วย หนอง คลอง บึง หากเกิดความแห้งแล้งและเหือดแห้งไป จระเข้จะช่วยเหลือตัวเองด้วยการขุดแอ่งน้ำเล็กๆ (เป็นแอ่งโคลนตม) บริเวณใต้ต้นไม้ ให้มีขนาดพอที่จะลงไปหมกแช่ตัวเองอยู่ในน้ำ และใช้โคลนตมในน้ำอำพรางตัวตั้งแต่หัวจรดหาง จะโผล่เฉพาะจมูกและตาเท่านั้น เพื่อไว้สำหรับหายใจและมองหาเหยื่อที่หลงเข้ามา หรือเพื่อป้องกันศัตรูที่อาจมาทำอันตรายได้ ในช่วงที่จระเข้จำศีลนี้จระเข้จะมีความอดทนเรื่องอาหารมาก สามารถอดอาหารได้ถึง 3 เดือน หรือตลอดฤดูนี้เลยทีเดียว ส่วนในฤดูฝน เมื่อน้ำในแหล่งน้ำมีให้อยู่อาศัย จระเข้ก็พร้อมที่จะออกล่าเหยื่อเป็นอาหารทันที ซึ่งก็เริ่มมีเป็นจำนวนมาก เช่น กบ เขียด และปลา เป็นต้น บางทีจระเข้ก็จะอ้าปากรองรับน้ำฝนกินอาจถือว่าเป็นน้ำสะอาดก็ได้ จระเข้ในฤดูนี้ฟูมฟายมากที่สุด ดูกระปี้กระเปร่า มีความคึกคะนอง ว่ายน้ำไปมาอยู่เกือบตลอดเวลา ชอบตีน้ำเล่นเสียงดังโครมคราม และมีความดุร้ายมาก (อาจเนื่องมาจากการอดอาหารก็ได้) ครั้นถึงฤดูหนาวจระเข้จะเริ่มกินอาหารน้อยลง ชอบขึ้นมานอนบนบก นอนอ้าปากผึ่งแดดเล่นเกือบทั้งวัน แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ทำให้จระเข้ซูบผอมแต่ประการใด
จระเข้ที่มีขนาดใหญ่นั้นจะสามารถรับความรู้สึกหรือมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงด้านธรณีวิทยาและอุตุนิยมวิทยา เช่นว่า ในกรณีที่เกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด จระเข้จะส่งเสียงร้องออกจากลำคอคล้ายเสียงคำราม เมื่อตัวอื่นได้ยินก็จะร้องรับต่อๆกันไป หรือกรณีที่เกิดมีฝนตก (ในเวลาอันใกล้เคียงกัน) ทั้งๆที่สภาพอากาศในบริเวณนั้น ไม่มีทีท่าของฝนตกหรือลมพายุเลย จระเข้ก็จะส่งเสียงร้องในลักษณะเดียวกัน และมีอาการตื่นตระหนกตกใจออกมาให้เห็นเหมือนเป็นการเตือนตนเองและเพื่อนพ้องว่า ให้ระวังอันตรายที่อาจมีมาถึงตัวไว้ ซึ่งหลายๆคนเชื่อกันว่าจระเข้สามารถล่วงรู้ได้จากผิวหนัง โดยรับความรู้สึกจากบนพื้นดินและการสั่นสะเทือนของน้ำที่อยู่อาศัยนั้นๆ
การอยู่นิ่งและการผึ่งแดด
จระเข้จะมีลักษณะการดำรงชีวิตในธรรมชาติที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละฤดู กล่าวคือ ในฤดูร้อนตามแหล่งน้ำที่อยู่อาศัย เช่น ห้วย หนอง คลอง บึง หากเกิดความแห้งแล้งและเหือดแห้งไป จระเข้จะช่วยเหลือตัวเองด้วยการขุดแอ่งน้ำเล็กๆ (เป็นแอ่งโคลนตม) บริเวณใต้ต้นไม้ ให้มีขนาดพอที่จะลงไปหมกแช่ตัวเองอยู่ในน้ำ และใช้โคลนตมในน้ำอำพรางตัวตั้งแต่หัวจรดหาง จะโผล่เฉพาะจมูกและตาเท่านั้น เพื่อไว้สำหรับหายใจและมองหาเหยื่อที่หลงเข้ามา หรือเพื่อป้องกันศัตรูที่อาจมาทำอันตรายได้ ในช่วงที่จระเข้จำศีลนี้จระเข้จะมีความอดทนเรื่องอาหารมาก สามารถอดอาหารได้ถึง 3 เดือน หรือตลอดฤดูนี้เลยทีเดียว ส่วนในฤดูฝน เมื่อน้ำในแหล่งน้ำมีให้อยู่อาศัย จระเข้ก็พร้อมที่จะออกล่าเหยื่อเป็นอาหารทันที ซึ่งก็เริ่มมีเป็นจำนวนมาก เช่น กบ เขียด และปลา เป็นต้น บางทีจระเข้ก็จะอ้าปากรองรับน้ำฝนกินอาจถือว่าเป็นน้ำสะอาดก็ได้ จระเข้ในฤดูนี้ฟูมฟายมากที่สุด ดูกระปี้กระเปร่า มีความคึกคะนอง ว่ายน้ำไปมาอยู่เกือบตลอดเวลา ชอบตีน้ำเล่นเสียงดังโครมคราม และมีความดุร้ายมาก (อาจเนื่องมาจากการอดอาหารก็ได้) ครั้นถึงฤดูหนาวจระเข้จะเริ่มกินอาหารน้อยลง ชอบขึ้นมานอนบนบก นอนอ้าปากผึ่งแดดเล่นเกือบทั้งวัน แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ทำให้จระเข้ซูบผอมแต่ประการใด
จระเข้ที่มีขนาดใหญ่นั้นจะสามารถรับความรู้สึกหรือมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงด้านธรณีวิทยาและอุตุนิยมวิทยา เช่นว่า ในกรณีที่เกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด จระเข้จะส่งเสียงร้องออกจากลำคอคล้ายเสียงคำราม เมื่อตัวอื่นได้ยินก็จะร้องรับต่อๆกันไป หรือกรณีที่เกิดมีฝนตก (ในเวลาอันใกล้เคียงกัน) ทั้งๆที่สภาพอากาศในบริเวณนั้น ไม่มีทีท่าของฝนตกหรือลมพายุเลย จระเข้ก็จะส่งเสียงร้องในลักษณะเดียวกัน และมีอาการตื่นตระหนกตกใจออกมาให้เห็นเหมือนเป็นการเตือนตนเองและเพื่อนพ้องว่า ให้ระวังอันตรายที่อาจมีมาถึงตัวไว้ ซึ่งหลายๆคนเชื่อกันว่าจระเข้สามารถล่วงรู้ได้จากผิวหนัง โดยรับความรู้สึกจากบนพื้นดินและการสั่นสะเทือนของน้ำที่อยู่อาศัยนั้นๆ
การล่าและการกินอาหาร
จระเข้เป็นสัตว์ที่กินเนื้อเป็นอาหาร (Carnivorous) ปกติจระเข้จะออกหาอาหารกินในน้ำในเวลากลางคืนมากกว่ากลางวัน อันตรายจากจระเข้จึงมีอยู่ในน้ำมากกว่าบนบก แม้ว่าจระเข้จะมีรูปร่างใหญ่โตแต่ก็เต็มไปด้วยความว่องไวและปราดเปรียวเวลาเดินหรือคลานลงน้ำ หรือขณะที่เคลื่อนไหวไปในน้ำจะเป็นไปอย่างเงียบกริบ จึงได้ชื่อว่าเป็นนักล่าที่อันตรายต่อสัตว์และคนเป็นอย่างมากโดยขณะจะจับเหยื่อจะเคลื่อนไหวลอยตัวเข้ามาช้าๆ และโผล่เพียงปลายจมูกและตาเท่านั้นขึ้นมาเหนือผิวน้ำทำให้ไม่มีโอกาสรู้เลยว่าเป็นจระเข้ ถ้าไม่สังเกตดูดีๆ แล้ว ครั้นเมื่อลอยเข้ามาในระยะพอสมควร ก็จะพุ่งเข้าใส่อย่างรวดเร็วพร้อมกับอ้าปากงับเหยื่ออย่างแม่นยำและรุนแรง เมื่องับเหยื่อไว้ได้แล้วก็จะบิดตัวหมุนควง โดยไม่คำนึงว่าจะอยู่บนบกหรือในน้ำจนเหยื่อตายสนิทจึงค่อยกิน มีรายงานว่าแม้แต่สัตว์ใหญ่ๆ เช่น กวาง ม้า วัว หมูป่า ที่มากินน้ำตามริมฝั่งยังไม่สามารถรอดพ้นจากการโจมตีของจระเข้ได้ หรืออีกวิธีหนึ่ง เมื่อจระเข้จับเหยื่อได้แล้วก็จะลากเหยื่อลงน้ำให้สำลักน้ำตายก่อนแล้วจึงฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยกินเป็นอาหาร (ส่วนที่เหลือก็เก็บไว้กินในมื้อต่อไป) ซึ่งอาหารที่จระเข้ชอบและโปรดปรานที่สุดก็คือ สุนัข และ ลิง ถ้าหากจระเข้เห็นปลาจะว่ายตรงดิ่งเข้าไปยังพงหญ้าที่ปลาอาศัยอยู่และงับเอาทั้งหญ้าและปลา จากนั้นก็ใช้ปากค่อยๆ กรองน้ำออกจนเหลือแต่ปลา สำหรับนกกินปลาบางชนิดที่บินโฉบกินปลาจระเข้ทำทีท่านิ่งเฉย ครั้นพอได้จังหวะก็จะกระโดดเข้างับกินเป็นอาหารทันที ส่วนเหยื่อที่อยู่บนบกหากจระเข้หิวจัดก็สามารถไล่กวดจับเหยื่อได้อย่างรวดเร็วและอาจวิ่งได้เร็วกว่าคนเสียอีก
เกี่ยวกับอันตรายจากจระเข้กินคนนั้น มีผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าจระเข้ที่มีขนาดเล็กที่สุด สามารถกัดคนให้เจ็บและเลือดออกได้ ขนาด 4 – 5 ปี สามารถกัดคนถึงแขนขาขาดได้ ขนาด 6 ปี ขึ้นไปสามารถกัดคนถึงตายได้ และถ้าหากบังเอิญจระเข้ได้กินคนเข้าไปสักครั้งหนึ่งก็มักจะเปลี่ยนนิสัยชอบกินคนบ่อยขึ้นต่อไป ซึ่งจระเข้ที่กินคนนั้นโดยธรรมชาติแล้วจะเป็นจระเข้ที่มีขนาดรูปร่างใหญ่โตและดุร้ายมาก และก็มักจะเป็นจระเข้น้ำเค็ม แต่การจะทำร้ายคนนั้นก็ต้องรอให้ถึงโอกาสอันดีจริงๆ เสียก่อน เช่น กำลังยืนเล่นอยู่ริมฝั่งหรือลงไปว่าน้ำเล่น ขณะที่กำลังยืนหรือว่ายน้ำอยู่นั้นถ้าอยู่ในรัศมีที่สามารถพุ่งตัวเข้าทำร้ายได้ ก็จะกระโดดเข้างับและลากเหยื่อลงน้ำเพื่อกินเป็นอาหารทันที แต่ก็มีเช่นกันที่จระเข้หนุนเรือให้ล่มและกินคนเป็นอาหาร จังหวะอยู่ในบริเวณรัศมีขณะที่มันกำลังวางไข่และฟักไข่เท่านั้น เพราะโดยธรรมชาติแล้วนิสัยไม่ดุร้ายและไม่ทำร้ายคน จะมีก็บางตัวเท่านั้น
การต่อสู้และแบ่งอาณาเขต
จระเข้จะมีการแบ่งอาณาเขตครอบครองกัน โดยธรรมชาติจะอยู่รวมกันเป็นหมู่ๆ ในแหล่งน้ำบริเวณหนึ่งๆ ในหมู่จระเข้แต่ละหมู่นี้ก็จะมีการยอมรับซึ่งกันและกัน คือ จะมีจระเข้ตัวผู้ที่ใหญ่เป็นจ่าฝูงอยู่หนึ่งตัว โดยจระเข้ที่จะเป็นจ่าฝูงได้นี้ ก็จะต้องได้มาด้วยการต่อสู้เอาชนะมา และมีรองจ่าฝูงประมาณ 2 – 3 ตัว ซึ่งจระเข้ที่เป็นจ่าฝูงนี้มักมีรูปร่างลักษณะที่แตกต่างไปจากจะเข้อื่นๆ ทั่วไปดังนี้
• มีขนาดรูปร่างใหญ่โตที่สุดในฝูง
• มีลำตัวกลม ลอยตัวอยู่ในน้ำตั้งแต่หัวจรดหาง รูปร่างได้สัดส่วนดูสง่างามมาก
• ผิวหนังเป็นมันเลื่อมคล้ายมีน้ำมันชะโลม และมีสีสันตลอดลำตัวคมชัด
• หากสังเกตที่หางจะมีลักษณะเป็นแนวตั้งตรงตลอดปลายหางเพราะมีกล้ามเนื้อหางแข็งแรงมากกว่าในจระเข้ตัวอื่นๆ ที่แนวหางพับลงกับพื้น
จระเข้จ่าฝูงมักอยู่โดดเดี่ยวไม่ยอมให้จระเข้อื่นๆ เข้าใกล้ทั้งในน้ำและบนบก มักใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในน้ำเพื่อว่ายน้ำออกกำลังกายจึงมักมีตะไคร่น้ำจับตามบริเวณลำตัวมาก จะขึ้นมานอนอ้าปากผึ่งแดดก็เฉพาะในตอนเช้าและตอนเย็นเท่านั้น ในฤดูผสมพันธุ์ก็มักมีจระเข้ตัวเมียรุมล้อมเรียงรายอยู่ราว 4 – 5 ตัว เพราะจระเข้จ่าฝูงจะคอยช่วยปกป้องไม่ให้จระเข้ตัวผู้อื่นๆ เข้าใกล้และจะเลือกผสมพันธุ์กับตัวเมียที่แวดล้อมอยู่ แต่ก็ไม่หึงหวงแต่อย่างใด เว้นแต่เป็นตัวเมียที่ชอบและโปรดปรานที่สุดเท่านั้น ซึ่งจระเข้จ่าฝูงนี้จะครอบครองอาณาเขตบริเวณพื้นน้ำเป็นบริเวณกว้างกว่า จระเข้ที่เป็นรองจ่าฝูงซึ่งครอบครองอาณาเขตบริเวณพื้นน้ำที่น้อยกว่า
ปกติแล้ว จระเข้จ่าฝูงมักจะว่ายน้ำสำรวจอาณาเขตครอบครองของตนอยู่เสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้จระเข้ต่างถิ่นรุกรานเข้ามาขณะที่กำลังว่ายน้ำสำรวจอยู่นั้น ถ้ามีจระเข้ลูกน้องขวางทางอยู่ จระเข้จ่าฝูงจะทำการขู่ก่อน ด้วยการสูดลมหายใจเข้าปอดแล้วปล่อยออกมาอย่างรวดเร็วจนตัวพอง และมีน้ำพุ่งกระเซ็นออกมาจากทางจมูก ตาจ้องเขม็ง นัยน์ตาเป็นประกาย ครั้นเมื่อจระเข้ลูกน้องเห็นก็จะค่อยๆ เอาหัวลดต่ำดำน้ำลงไปกบดานอยู่ใต้น้ำเพื่อหลีกทางให้จระเข้จ่าฝูงว่ายน้ำผ่านไป ในกรณีที่ขู่แล้วไม่เชื่อฟัง ก็จะตักเตือนด้วยการเอาปากไปดุน หรืออ้าปากงับบริเวณโคนหางและลำตัวเบาๆ ก่อน หากยังดื้อดึงไม่เชื่อฟังอีก ก็จะงับอย่างแรงแล้วสะบัดหัวให้ได้รับบาดเจ็บจนต้องว่ายน้ำหนีไป
โดยทั่วไปแล้วจระเข้ไม่ทำร้ายซึ่งกันและกัน กรณีที่ต้องทำร้ายหรือต่อสู้กันอาจเป็นเพราะมีจระเข้หน้าใหม่จากต่างถิ่นหลงฝูงเข้ามาซึ่งมักถูกจระเข้เจ้าถิ่นรังแกเอา หรือเพื่อชิงความเป็นจ่าฝูง หรือเพื่อแย่งชิงตัวเมียกันในฤดูกาลผสมพันธุ์ หรือเพื่อแย่งชิงทำเลสำหรับวางไข่ที่ดีๆ ของจระเข้ตัวเมียด้วยกันเอง แต่ในกรณีที่หิวจัด จระเข้ที่มีขนาดตัวใหญ่กว่า ก็จะทำร้ายกัดกินจระเข้ที่มีขนาดเล็กกว่าเป็นอาหารเช่นกัน ดังนั้นในสภาพปกติแล้ว จึงไม่ค่อยพบเห็นจระเข้ต่อสู้กันบ่อยนัก แต่เมื่อถึงคราวต้องต่อสู้กันซึ่งมักเป็นการต่อสู้ระหว่างจระเข้ตัวผู้ด้วยกันแล้วทั้งสองฝ่ายก็จะเข้าห้ำหั่นกันอย่างรุนแรงชนิดเอาเป็นเอาตาย ราวกับว่ามีความเคียดแค้นหรือกระหายเลือดมานับแรมปีทีเดียว กล่าวคือถ้าจระเข้ทั้งสองฝ่ายมาพบกันในบริเวณรอยต่อระหว่างอาณาเขตของแต่ละถิ่น ทั้งสองจะเพียงแต่หยุดจ้องมองหน้ากันสักพัก แล้วต่างฝ่ายต่างก็ว่ายวนสำรวจตรวจดูแนวเขตด้านอื่นของตนต่อไป
ถ้าเป็นจระเข้ที่มีขนาดเล็กกว่า หลงเข้าไปในถิ่นจระเข้ที่ตัวใหญ่กว่าจะว่ายวนไปรอบๆ ตัว แล้วดุนหรืองับหางเบาๆ ให้รู้ว่า ไม่พอใจ ซึ่งจระเข้ตัวเล็กก็มักจะรีบว่ายหนีพร้อมกับส่งเสียงร้องคล้ายกับว่าเจ็บปวดและกลัวนัก ถ้าเป็นจระเข้ตัวผู้จากถิ่นอื่น บุรุกเข้ามา จระเข้เจ้าถิ่นจะพุ่งเข้าใส่อย่างประสงค์ร้ายทันที และทันทีที่เห็นจระเข้ต่างถิ่นก็จะรีบว่ายน้ำหนีไปโดยเร็ว การต่อสู้ของจระเข้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อจระเข้ตัวผู้นั้นไม่มีถิ่นที่อยู่ที่แน่นอน หลงหรือบุกรุกเข้าไปในถิ่นของแต่ละฝ่ายในลักษณะที่ท้าทาย ไม่ยอมอ่อนน้อม หรือเพื่อแย่งชิงความเป็นผู้ชนะในกรณีต่างๆ แล้ว การต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่และดุเดือดก็จะเริ่มต้นขึ้นทันที โดยทั้งคู่จะว่ายน้ำรี่เข้าหากันอย่างรวดเร็วพร้อมกับเสียขู่และพ้นน้ำออกจมูกกระเซ็นซ่านดั่งน้ำพุ พอได้ระยะที่เหมาะสมทั้งสองฝ่ายจะม้วนตัว พร้อมกับอ้าปากพยายามงับปากด้านบนของอีกฝ่ายให้ได้ การต่อสู้ก็เช่นกับนักมวยชกกัน คือ ฟัดกันอย่างรุนแรงเป็นจังหวะ หรือพักๆ พอเหนื่อยก็หยุดหายใจ จากนั้นก็พุ่งเข้าใส่กันอีก เมื่อจระเข้ตัวใดงับกัดได้ ก็จะสะบัดหัวหรือไม่ก็บิดหมุนตัวทำให้บาดแผลที่ถูกกัดกว้างใหญ่และมีความเจ็บปวดมากขึ้น ซึ่งถ้าฝ่ายใดสามารถงับปากด้านบนของคู่ต่อสู้ไว้ได้แล้วก็มักจะเป็นฝ่ายชนะเสมอ และถ้าฝ่ายใดที่ถูกงับปากด้านบนก็มักจะรู้ว่าตัวเองต้องแพ้ ก็จะหยุดดิ้นรนทันที พร้อมกับพยายามดึงปากออกจากการถูกงับแล้วรีบว่ายน้ำหนีไปโดยเร็ว จระเข้ตัวที่ชนะก็จะไม่ไล่ติดตามตัวที่แพ้แต่อย่างใด แต่จะแสดงความยิ่งใหญ่โดยการลอยตลอดลำตัวและพุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการโบกหางไปมาเพื่อประกาศศักดาให้จระเข้ทั้งหลายได้รับรู้ว่า ตนได้รับชัยชนะอย่างขาวสะอาดแล้ว ซึ่งการต่อสู้นี้ จระเข้แต่ละชนิดพันธุ์ต่างก็มีรูปแบบและลักษณะการต่อสู้ที่มีความแตกต่างกันออกไป
การต่อสู้จะมีรูปแบบและยุทธวิธีที่แตกต่างออกไปจากจระเข้น้ำเค็มมาก โดยทั้งคู่จะอยู่ในลักษณะกลับหัวกลับหาง และอ้าปากงับกัดกันอย่างรุนแรงไม่เลือกที่ตั้งแต่หัวจรดหาง การต่อสู้จะเป็นไปในลักษณะหมุนไปรอบๆตัว ทำให้แผลที่เกดจากการกัดงับถึงกับหนังฉีกขาดเป็นแผลลึกยาวมาก ซึ่งจะใช้เวลาการต่อสู้ประมาณ 5 – 30 นาที ตัวใดได้รับบาดเจ็บมากและทนความเจ็บปวดไม่ได้ก็จะล่าถอยหลบหนีไป
กรณีที่เป็นการต่อสู้กันระหว่างจระเข้น้ำจืดกับจระเข้น้ำเค็ม ต่างฝ่ายต่างก็จะใช้รูปแบบการต่อสู้ของตนเข้าห้ำหั่นกัน แต่จระเข้น้ำจืดจะมีรูปแบบและกลยุทธ์วิธีที่เหนือกว่ามาก เนื่องจากมีการเคลื่อนไหวตัวมากกว่าละงับกัดอย่างรุนแรงไม่เลือกที่ ถ้าหากว่าจระเข้ทั้งสองมีขนาดเท่ากันต่อสู้กันแล้ว จระเข้น้ำจืดมักเป็นฝ่ายชนะมากกว่าเสมอ
จระเข้ลูกผสม (ระหว่างจระเข้น้ำจืดกับจระเข้น้ำเค็ม) จะมีรูปแบบการต่อสู้ที่รวมเอาของทั้งสองชนิดพันธุ์ไว้ ทำให้มีการต่อสู้ที่คล่องตัวถึง 2 รูปแบบ และบวกกับความดุร้ายที่มีมากอยู่ด้วยแล้ว ว่ากันว่าถ้าหากเป็นการต่อสู้ระหว่างจระเข้ลูกผสมกับจระเข้น้ำจืดหรือจระเข้น้ำเค็มชนิดพันธุ์ใดก็ได้ จระเข้ลูกผสมมักเป็นฝ่ายชนะเสมอ
การจับคู่และผสมพันธุ์
จระเข้จะเข้าสู่ฤดูการเป็นสัดและยอมรับการผสมพันธุ์ในช่วงระหว่างปลายเดือนธันวาคมถึงพฤษภาคมของทุกปี รวมระยะเวลาก็ประมาณ 5 เดือน แต่ในระยะแรกๆจะยังมีไม่มากนัก จะเริ่มมีมากก็ในช่วงเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ และมีนาคม หลังจากนั้นก็จะค่อยมีลดน้อยลง โดยจระเข้ตัวเมียจะส่งเสียงร้องดัง และยอมรับการผสมพันธุ์กับจระเข้ตัวผู้ จระเข้จะผสมพันธุ์กันในน้ำจะไม่ผสมพันธุ์กันบนบก โดยจระเข้ตัวผู้จะนอนทับอยู่บนหลังจระเข้ตัวเมียคล้ายจิ้งจก ดังจะสังเกตเห็นจระเข้เทินกันในน้ำและหันไปในทางเดียวกัน เวลาที่ใช้ในการผสมพันธุ์ก็นานมาก บางตัวอาจใช้เวลานานถึง 2 ชั่วโมง หลังจากที่ได้รับการผสมพันธุ์เพียงพอแล้วจระเข้ตัวผู้และตัวเมียจะแยกออกจากกัน แต่จระเข้ตัวผู้ก็ยังสามารถผสมพันธุ์กับจระเข้ตัวเมียได้อีกหลายตัว
การทำรังและการวางไข่
ภายหลังจากผสมพันธุ์ไปแล้วประมาณ 1 เดือนเศษ จระเข้ตัวเมียจะเริ่มวางไข่ ซึ่งก็คือประมาณเดือนมีนาคม – พฤษภาคม และวางไข่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ในปีหนึ่งๆก่อนถึงกำหนดการวางไข่ ประมาณ 2 – 3 วัน แม่จระเข้จะขึ้นจากบ่อมาเลือกหาทำเลการวางไข่ ในส่วนบ่อสำหรับวางไข่ เมื่อหาได้แล้วก็ใช้หางกวาดเอาใบไม้ใบหญ้ามากองสุมไว้มีความสูงประมาณ 40 – 80 เซนติเมตร และกว้างประมาณ 1 – 1.2 เมตร แล้วขึ้นไปนอนทับบนกองหญ้านั้นเพื่อให้แน่นและเกิดความร้อนพอประมาณ ครั้นถึงเวลาวางไข่แม่จระเข้ก็จะกลับมาขุดหลุมตรงกองหญ้าที่ได้กองสุมเตรียมไว้ โดยใช้เท้าหลังขุดหลุมให้ลึกประมาณ 25 – 30 เซนติเมตร และกว้างประมาณ 35 – 40 เซนติเมตร แล้วแม่จระเข้ก็จะค่อยๆวางไข่ลงไปในหลุมที่ได้ขุดเตรียมเอาไว้ ขณะที่วางไข่นั้นแม่จระเข้ดูจะมีความเจ็บปวดจากการเบ่งออกไข่ไม่น้อย ซึ่งจะสังเกตเห็นว่าแม่จระเข้มีน้ำตาไหลพรากออกมาตลอดเวลาขณะวางไข่ โดยแม่จระเข้มักจะวางไข่ในเวลากลางคืนหรือเวลาเช้ามืด ใช้เวลาในการวางไข่ประมาณ 20 – 30 ถึง 1 – 2 ชั่วโมง จำนวนไข่ที่วางครั้งหนึ่งๆขึ้นอยู่กับชนิดพันธุ์และความสมบูรณ์ของแม่พันธุ์ จระเข้น้ำจืดเมื่อเริ่มวางไข่จะมีจำนวนไข่ประมาณ 20 – 30 ฟอง เมื่อมีอายุมากขึ้นจำนวนไข่ก็จะมากขึ้นถึง 30 -50 ฟอง เมื่อเริ่มไข่จะมีจำนวนไข่ประมาณ 25 – 40 ฟอง เมื่อมีอายุมากขึ้นจำนวนไข่ก็จะมีมากขึ้นถึง 35 – 60 ฟอง แต่โดยเฉลี่ยแล้วในจระเข้น้ำจืดก็ประมาณ 20 – 40 ฟอง
([online],.เข้าถึงได้ ; http://std.kku.ac.th/4631800382/)

ข่าวการพบจระเข้น้ำจืดพันธุ์แท้
การพบจระเข้น้ำจืดพันธุ์แท้ในกัมพูชาถึง 35 ตัว
วันที่ 2009-11-10 15:31:51
พบจระเข้น้ำจืดพันธุ์แท้ในกัมพูชาถึง 35 ตัว พนมเปญ 10 พ.ย.- นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในกัมพูชาเผยพบจระเข้น้ำจืด (siamese crocodiles) พันธุ์แท้ถึง 35 ตัวในเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า ก่อให้เกิดความหวังใหม่ในการอนุรักษ์สัตว์เลื้อยคลานหายากที่สุดสายพันธุ์หนึ่งของโลก
ปัจจุบันกัมพูชาพบจระเข้น้ำจืดตามป่าธรรมชาติไม่ถึง 250 ตัว การพบจระเข้น้ำจืด 35 ตัวในเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าพนมตาเมาจะช่วยให้สามารถดำเนินโครงการเพาะพันธุ์จระเข้ได้ จระเข้เหล่านี้อยู่ในกลุ่มจระเข้ 69 ตัวที่เจ้าหน้าที่จับได้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์เพื่อเก็บข้อมูลด้านพันธุกรรม หลังจากเสี่ยงตายเก็บตัวอย่างพันธุกรรมของจระเข้ไปตรวจทำให้ทราบว่าเป็นจระเข้น้ำจืดพันธุ์แท้หายากถึง 35 ตัว ในจำนวนนี้ 6 ตัวโตพอที่จะนำไปเพาะพันธุ์ต่อ และมีอีกสิบกว่าตัวยังเล็กอยู่ เจ้าหน้าที่จะนำไปปล่อยเข้าสู่ธรรมชาติเมื่อโตพอ ด้านกลุ่มพืชและสัตว์สากล (เอฟเอฟไอ) เตือนว่า การเพาะพันธุ์จระเข้น้ำจืดไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะเป็นสัตว์โตช้า ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 15 ปีกว่าโครงการเพาะพันธุ์จะเห็นผล
การพบจระเข้น้ำจืดเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นเพราะสัตว์ชนิดนี้ถูกประกาศให้เป็นสัตว์สูญพันธุ์ในช่วงคริสต์ทศวรรษหลังปี 1990 ต่อมาพบจำนวนหนึ่งตามเทือกเขาคาร์ดามอม ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกัมพูชา ปัจจุบันสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากร (ไอยูซีเอ็น) จัดสถานภาพเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง ลักษณะเด่นของจระเข้น้ำจืดคือจมูกยาวเป็นรูปตัววี มองเห็นฟันล่างได้ชัดเจนแม้หุบปาก ขากรรไกรแข็งแรงสามารถฉีกร่างคนได้อย่างง่ายดาย.-สำนักข่าวไทย(http://paidoo.net/article/640382.html)
นัก อนุรักษ์ฯ เผย มีจระเข้พันธุ์สยาม ในศูนย์พิทักษ์สัตว์ป่าในกัมพูชาอยู่ถึง 35 ตัว และเหลืออยู่ในป่า มีเพียง 250 ตัว หลังจากเมื่อปี 2533 เคยถูกประกาศว่าสูญพันธุ์...
นักอนุรักษ์ธรรมชาติตะวันตก รายงานว่าเกิดความหวังใหม่ในการแสวงหาจระเข้พันธุ์สยาม ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่หายากที่สุดพันธุ์หนึ่งของโลก เพราะได้พบจากการตรวจดีเอ็นเอฝูงจระเข้ในศูนย์พิทักษ์สัตว์ป่าในกัมพูชาแห่ง หนึ่ง ปรากฏว่ามีพันธุ์สยามแท้อยู่ถึง 35 ตัว
จระเข้พันธุ์สยามที่ สำรวจพบเหลืออยู่ในป่า มีเพียง 250 ตัวเท่านั้น ดังนั้นจระเข้ที่พบในศูนย์สัตว์ป่า อาจจะใช้เป็นฐานเริ่มต้นโครงการเพาะเลี้ยงขึ้นได้ จระเข้พันธุ์นี้แม้ว่าตัวจะค่อนข้างเล็กกว่าพันธุ์อื่น แต่ก็มีความดุร้าย เคยกัดแขนขาคนขาดมาแล้ว นับว่าพนักงานของศูนย์แห่งนั้น ต้องเสี่ยงอันตรายอย่างหนักในการเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอของจระเข้ทั้ง 69 ตัว เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่แล้ว ซึ่งก็นับว่าได้ผลคุ้มค่า ในจำนวนพันธุ์แท้ทั้ง 35 ตัวนั้น เป็นตัวโตเต็มที่ 6 ตัว นอกนั้นยังมีอายุน้อยอยู่ ซึ่งจะปล่อยเข้าป่าไปเมื่อมันโตขึ้น จระเข้ พันธุ์นี้ ถูกประกาศว่าสูญพันธุ์ เมื่อราวทศวรรษปี พ.ศ.2533 ก่อนหน้าจะค้นพบจำนวนเล็กน้อย อยู่ที่แถบเทือกเขาคาร์ดามอมของกัมพูชา. ([online],.เข้าถึงได้ ; http://bbs.asiasoft.co.th/archive/index.php/t-283102.html)
การพบเจอจระเข้ที่เขาใหญ่ (1)
อุทยาน แจงทราบนานแล้วว่ามีอยู่ แต่ตัวใหญ่ขึ้นกว่าเดิมมาก ตั้งทีมตามล่าด่วน วิเคราะห์สายพันธุ์ อาจต้องเคลื่อนย้าย ขอร้องหากพบอย่าทำร้ายถือเป็นสัตว์หายาก
เมื่อวันที่ 3 ก.ย. นายเกษมสันต์ จิณณวาโส อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์กรณี มีการส่งฟอร์เวิดเมล์ เผยแพร่ภาพนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไปเล่นน้ำที่ น้ำตกเหวสุวัต เส้นทางเดินป่าผากล้วยไม้ ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ สามารถถ่ายภาพจระเข้ขนาดใหญ่มีความยาวเกือบ 2 เมตร นอนนิ่งอยู่บนลานหินในบริเวณใกล้ๆ กับจุดท่องเที่ยวดังกล่าว ว่า ก่อนหน้านี้เมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้รับแจ้งว่ามีคนเคยพบจระเข้มาแล้ว แต่ขณะนั้นตัวยังไม่โตมาก จากนั้นเจ้าหน้าที่ฯ ก็ได้ออกติดตามดูพฤติกรรมมาโดยตลอด อย่างไรก็ตามจากที่ตนดูจากภาพถ่ายที่ได้รับฟอร์เวิร์ดเมล์ พบว่าจระเข้มีขนาดตัวที่ใหญ่ขึ้นมากและอาจจะเป็นอันตรายต่อนักท่องเที่ยวได้ เบื้องต้นจึงได้สั่งการให้จัดทำป้ายเตือนอันตรายที่อาจจะเกิดจากจระเข้ไปติดตามจุดต่างๆ ในบริเวณที่พบจระเข้ ให้มากขึ้น รวมทั้งสั่งการด่วนให้ตั้งทีมเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อตามล่าจระเข้ ที่เชื่อว่ามีอยู่ 2 ตัว ให้ได้โดยเร็ว
"หากได้ตัวมาแล้วเราก็คงจะนำไปตรวจดีเอ็นเอ ดูว่า จระเข้ที่พบนี้เป็นจระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทย (Siamese Crocodile) ตามธรรมชาติหรือไม่ ถ้าหากเป็นพันธุ์แท้ ก็แสดงว่ามันจะต้องมีพ่อแม่ ซึ่งคงต้องคุยกับนักวิจัยว่า จะทำอย่างไร ซึ่งอาจจะต้องเคลื่อนย้ายไปอยู่ในพื้นที่ที่มีจระเข้น้ำจืดอยู่แล้ว ซึ่งขณะนี้มี 2 ที่ คือที่ อุทยานแห่งชาติปางสีดา และ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ส่วนกรณีที่สองเมื่อตรวจสอบดีเอ็นเอแล้วพบว่าไม่ใช่จระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทย ก็จะต้องนำออกมา ซึ่งถ้าไม่ใช่พันธุ์น้ำจืดธรรมชาติ ก็เชื่อได้ว่าจะต้องมีคนนำไปปล่อยเอาไว้ อย่างไรก็ตามก็ขอเตือนนักท่องเที่ยวที่จะเข้าไปเที่ยวในบริเวณนี้ ขอให้ระมัดระวัง อย่าเข้าไปใกล้หรือไปทำร้าย ไปแหย่ มันเพราะอาจจะเป็นอันตรายได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะพยายามติดตามอยู่ ตอนนี้ผมสั่งให้ทีมติดตามออกเดินหาตั้งแต่ผากล้วยไม้ตลอดลำน้ำไปจนถึงลำตะคอง" นายเกษมสันต์กล่าว
ด้านนายมาโนช การพนักงาน หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ กล่าวว่า ภาพดังกล่าวเป็นจระเข้ที่พบในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ส่วนใหญ่จะพบว่ามันขึ้นมานอนผึ่งแดดอยู่ที่บริเวณลำน้ำตะคอง และลานกางเตนท์ผากล้วยไม้อยู่เป็นประจำ ในช่วงที่แดดอ่อนๆ อากาศดีๆ ขณะนี้ทางอุทยานเขาใหญ่ ได้ทำป้ายติดประกาศเตือนให้นักท่องเที่ยวระมัดระวังจระเข้คู่นี้ไว้ตามจุดต่างๆ โดยเฉพาะบริเวณที่พบจระเข้บ่อยๆ โดยติดไว้ห่างจากฝั่งไม่เกิน 100 เมตร รวมทั้งแจ้งเตือนนักท่องเที่ยวไม่ให้ลงไปเล่นน้ำในจุดดังกล่าวด้วย
"ขอความร่วมมือหากพบจระเข้ทั้งสองตัว ขออย่าได้ทำร้ายมันเพราะนอกจากที่จะเป็นสัตว์ดุร้ายที่อาจจะได้รับอันตรายแล้ว ถ้าหาก จระเข้คู่นี้เป็นสายพันธุ์ไทยแท้ก็จะนับว่าเป็นสัตว์ที่หายากในปัจจุบัน ที่ผ่านมาพบว่ามีจระเข้พันธุ์ไทยแท้อยู่ที่ อุทยานแห่งชาติ แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และอุทยานแห่งชาติปางสีดาเท่านั้น" นายมาโนช กล่าว ([online],.เข้าถึงได้ ; http://www.kroobannok.com/17750)


การพบเจอจระเข้ที่เขาใหญ่ (2)
อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์กรณี มีการส่งฟอร์เวิดเมล์ เผยแพร่ภาพนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไปเล่นน้ำที่ นำตกเหวสุวัต เส้นทางเดินป่าผากล้วยไม้ ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ สามารถถ่ายภาพจระเข้ขนาดใหญ่มีความยาวเกือบ 2 เมตร นอนนิ่งอยู่บนลานหินในบริเวณใกล้ๆ กับจุดท่องเที่ยวดังกล่าวว่า
ก่อนหน้านี้เมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้รับแจ้งว่ามีคนเคยพบจระเข้มาแล้ว แต่ขณะนั้นตัวยังไม่โตมาก จากนั้นเจ้าหน้าที่ฯ ก็ได้ออกติดตามดูพฤติกรรมมาโดยตลอด อย่างไรก็ตามจากที่ตนดูจากภาพถ่ายที่ได้รับฟอร์เวิร์ดเมล์ พบว่าจระเข้มีขนาดตัวที่ใหญ่ขึ้นมากและอาจจะเป็นอันตรายต่อนักท่องเที่ยวได้ เบื้องต้นจึงได้สั่งการให้จัดทำป้ายเตือนอันตรายที่อาจจะเกิดจากจระเข้ไปติดตามจุดต่างๆ ในบริเวณที่พบจระเข้ ให้มากขึ้น รวมทั้งสั่งการด่วนให้ตั้งทีมเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อตามล่าจระเข้ ที่เชื่อว่ามีอยู่ 2 ตัว ให้ได้โดยเร็ว
“หากได้ตัวมาแล้วเราก็คงจะนำไปตรวจดีเอ็นเอ ดูว่า จระเข้ที่พบนี้เป็นจระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทย (Siamese Crocodile) ตามธรรมชาติหรือไม่ ถ้าหากเป็นพันธุ์แท้ ก็แสดงว่ามันจะต้องมีพ่อแม่ ซึ่งคงต้องคุยกับนักวิจัยว่า จะทำอย่างไร ซึ่งอาจจะต้องเคลื่อนย้ายไปอยู่ในพื้นที่ที่มีจระเข้น้ำจืดอยู่แล้ว ซึ่งขณะนี้มี 2 ที่ คือที่ อุทยานแห่งชาติปางสีดา และ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ส่วนกรณีที่สองเมื่อตรวจสอบดีเอ็นเอแล้วพบว่าไม่ใช่จระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทย ก็จะต้องนำออกมา ซึ่งถ้าไม่ใช่พันธุ์น้ำจืดธรรมชาติ ก็เชื่อได้ว่าจะต้องมีคนนำไปปล่อยเอาไว้ อย่างไรก็ตามก็ขอเตือนนักท่องเที่ยวที่จะเข้าไปเที่ยวในบริเวณนี้ ขอให้ระมัดระวัง อย่าเข้าไปใกล้หรือไปทำร้าย ไปแหย่ มันเพราะอาจจะเป็นอันตรายได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะพยายามติดตามอยู่ ตอนนี้ผมสั่งให้ทีมติดตามออกเดินหาตั้งแต่ผากล้วยไม้ตลอดลำน้ำไปจนถึงลำตะคอง”
หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ กล่าวว่า ภาพดังกล่าวเป็นจระเข้ที่พบในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ส่วนใหญ่จะพบว่ามันขึ้นมานอนผึ่งแดดอยู่ที่บริเวณลำน้ำตะคอง และลานกางเตนท์ผากล้วยไม้อยู่เป็นประจำ ในช่วงที่แดดอ่อนๆ อากาศดีๆ ขณะนี้ทางอุทยานเขาใหญ่ ได้ทำป้ายติดประกาศเตือนให้นักท่องเที่ยวระมัดระวังจระเข้คู่นี้ไว้ตามจุดต่างๆ โดยเฉพาะบริเวณที่พบจระเข้บ่อยๆ โดยติดไว้ห่างจากฝั่งไม่เกิน 100 เมตร รวมทั้งแจ้งเตือนนักท่องเที่ยวไม่ให้ลงไปเล่นน้ำในจุดดังกล่าวด้วย
“ขอความร่วมมือหากพบจระเข้ทั้งสองตัว ขออย่าได้ทำร้ายมันเพราะนอกจากที่จะเป็นสัตว์ดุร้ายที่อาจจะได้รับอันตรายแล้ว ถ้าหาก จระเข้คู่นี้เป็นสายพันธุ์ไทยแท้ก็จะนับว่าเป็นสัตว์ที่หายากในปัจจุบัน ที่ผ่านมาพบว่ามีจระเข้พันธุ์ไทยแท้อยู่ที่ อุทยานแห่งชาติ แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และอุทยานแห่งชาติปางสีดาเท่านั้น” ([online],.เข้าถึงได้ ; http://atcloud.com/stories/65438)
พบรอยจระเข้น้ำจืด 3 ตัวสุดท้ายที่แม่น้ำเพชรบุรี
พบรอยจระเข้น้ำจืด โผล่ที่แม่น้ำเพชรบุรี อุทยานแก่งกระจาน เตรียมร่วมกับสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่าสำรวจสถานภาพ เนื่องจากอยู่ในกลุ่มสัตว์ที่หายากของโลก พบเหลือในธรรมชาติ 3 แห่งของโลกเท่านั้น ด้านกรมอุทยานฯ ดันกลุ่มป่าแก่งกระจานขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งที่ 3 แล้ว ชี้มีพืชและสัตว์เฉพาะถิ่นที่มีคุณค่าสำคัญเพียบ อาทิ จระเข้น้ำจืด แตงพะเนินทุ่ง จำปีดอย จำปีเพชร โมลีสยาม เป็นต้น
วันที่ 25 มิ.ย. นายทรงธรรม สุขสว่าง ผู้อำนวยการส่วนศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่ง ชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะ กรรมการมรดกโลก สมัยที่ 32 ที่เมืองคิวเบิก ประเทศแคนาดา ระหว่างวันที่ 2-12 ก.ค.นี้ นอกจากจะมีประเด็นเรื่องเขาพระวิหารที่กำลังเป็นข้อพิพาทอยู่ตอนนี้แล้ว ในส่วนของรัฐบาลไทย ต้องนำเสนอความคืบหน้าการศึกษาและสำรวจออก แบบทางเชื่อมผืนป่ามรดกโลกบนทางหลวงหมายเลข 304 สายกบินทร์บุรี-ปักธงชัย ที่ตัดผ่านป่าเขาใหญ่และทับลาน และเป็นเงื่อนไขสำคัญในการประกาศพื้นที่มรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่เมื่อปี 2550 ด้วย ทั้งนี้กรมทางหลวงชนบท ได้เสนอรูปแบบเบื้องต้นเชื่อมต่อบริเวณกม.ที่ 26-29 รวม 3 รูปแบบคือ อุโมงค์ ทางยกระดับให้สัตว์เดิน ทางแบบผสมผสาน พร้อมกับจัดทำร่างขอบเขตการศึกษาสำหรับการจัดทำรายงานการวิ เคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) แล้ว ขณะเดียวกันยังได้เชิญศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิ ภาคเอเชีย ช่วยในการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่และการมีส่วนร่วมของประชาชนรอบพื้นที่มรดกโลกต่อไป
ผู้อำนวยการส่วนศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้หลังจากที่ประเทศไทย ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางธรรมชาติมาแล้ว 2 แห่งคือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง และผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ขณะนี้ทางกรมอุทยานฯยังได้เตรียมผนวกพื้นที่รอบๆมรดกโลกทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้งเป็นพื้น ที่มรดกโลกเพิ่มเติม โดยเฉพาะทางฝั่งตะวันตก ภายใต้โครงการเชื่อมต่อเทือกเขาตะนาวศรี เพื่อให้ครอบคลุมอุทยานอีก 17 แห่ง อาทิ อุทยานแห่งชาติอุ้มผาง คลองลาน คลองวังเจ้า น้ำตกพาเจริญ เชื่อมติดกับทองผา ภูมิ ลำคลองงู เขื่อนศรีนครินทร์ เขาสลักพระ พร้อมกันนี้ยังได้เตรียมเสนอกลุ่มป่าแก่งกระจาน ซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของเทือกเขาตะนาวศรี ที่มีพรมแดนเชื่อมต่อกับผืนป่าของพม่า ให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งที่ 3 ของไทยต่อคณะกรรมการมรดกโลก โดยได้ศึกษาความสำคัญและคุณค่าของกลุ่มแก่งกระจานแล้วเสร็จเมื่อเดือนพ.ค.นี้ พร้อมทั้งได้เสนอบรรจุร่างเอกสารบัญชีรายชื่อมรดกโลกไปเรียบร้อยแล้ว
นายทรงธรรม กล่าวว่า สำหรับกลุ่มป่าแก่งกระจาน ที่เตรียมเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งที่ 3 นี้ประกอบด้วยเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติกุยบุรี อุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน ซึ่งมีความโดดเด่นของเขตภูมินิเวศ Indo-Malayan ของป่าดิบแล้งสูงมากกว่า 60% ของพื้นที่และมีความหลากหลายทางชีวภาพ และมีชนิดพันธุ์ของพืชและสัตว์จำนวนมาก ทั้งนี้จากการศึกษาประกอบเอกสารพบว่ากลุ่มป่าแก่งกระจานมีสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งคือ จระเข้น้ำจืด (Crocodylus siamensis)ในแม่น้ำเพชรบุรี อุทยานแก่งกระจาน ที่ปัจจุบันทั่วโลกพบในแหล่งธรรมชาติเพียง 3 แห่งเท่านั้น โดยก่อนหน้านี้เคยมีการถ่ายภาพได้โดยนักถ่ายภาพชาวต่างชาติที่แม่น้ำแห่งนี้ และที่เขาอ่างฤาไน ทำให้ยืนยันว่ายังมีจระเข้น้ำจืดหลงเหลืออยู่ในป่าของไทย จริงๆ([online],.เข้าถึงได้ ; http://www.wcsthailand.org/main/news/croc-survey2)

พบจระเข้ที่เขาอ่างฤาไน

ภาพจระเข้น้ำจืด จากสำนักงานฯ เขาอ่างฤาใน
ในปี 2535 นายกิตติ กรีติยุตานนท์ ขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ช่วยหัวหน้าสถานีวิจัยสัตว์ป่าฉะเชิงเทราได้พบจระเข้น้ำจืดในป่าแห่งนี้ด้วย นับเป็นการพบจระเข้น้ำจืดในป่าธรรมชาติเป็นครั้งแรก หลังจากที่ไม่มีใครพบสัตว์ชนิดนี้ ในป่าธรรมชาติมาเป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว
([online],.เข้าถึงได้ ; http://www.212cafe.com/freewebboard/viewcomment.php?aID=3048559&user=chomthailand&id=149&page=3&page_limit=50)

Navigate through the articles
Previous article แนวทางการพิจารณาอนุญาตเข้าไปทำการศึกษาวิจัยทางวิชาการในพื้นที่อนุรักษ์


สงวนลิขสิทธิ์โดย : ศูนย์นวัตกรรมอุทยานแห่งชาติและพื้นที่คุ้มครอง จ.เพชรบุรี
 
ค้นหา
ทะเบียนพรรณพืช


ภาพกิจกรรมของศูนย์
สำรวจสัตว์1.jpg
thongpaphum4.JPG
สำรวจกระทิง3.JPG
วางแปลงตัวอย่าง.JPG
ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง