หน้าแรก เกี่ยวกับศูนย์ฯ อัลบั้มภาพ สาระจากงานวิจัย บทความที่น่าสนใจ ดาวน์โหลด ติดต่อ   คู่มือ?
เข้าระบบ
ชื่อเรียก:

รหัสผ่าน:


ลืมรหัสผ่าน?

สมัครสมาชิก!
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ใครกำลังใช้งาน
มี 1 คนกำลังใช้งาน (มี 1 คนกำลังใช้งาน บทความที่น่าสนใจ)

สมาชิก: 0
บุคคลทั่วไป: 1

มีต่อ...
จำนวนผู้เข้าชมเว็บ
ผู้เข้าชมทั้งหมด : 881838881838881838881838881838881838

SmartSection is developed by The SmartFactory (http://www.smartfactory.ca), a division of INBOX Solutions (http://inboxinternational.com)
สาระน่ารู้ > บัวผุด ดอกไม้ยักษ์ที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี
บัวผุด ดอกไม้ยักษ์ที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี
บัวผุด  ดอกไม้ยักษ์ที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี
จากการสำรวจทรัพยากรป่าไม้โดยเจ้าหน้าที่ศูนย์ศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติ จังหวัดเพชรบุรี ร่วมกับอุทยานแหงชาติกุยบุรี สำรวจพบบัวผุด (Rafflesia kerrii Meijer) บริเวณตอนล่างของอุทยานแห่งชาติกุยบุรี ในท้องที่อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นข้อมูลล่าสุดที่แสดงให้เห็นว่า บัวผุดไม่ได้กระจายอยู่แต่ทางภาคใต้ เพียงจังหวัดระนอง และจังหวัดสุราษฎร์ธานีเท่านั้น และข้อมูลดังกล่าวช่วยยืนยันความอุดมสมบูรณ์และความสำคัญของผืนป่ากุยบุรีได้เป็นอย่างดี

บัวผุด (Rafflesia kerrii Meijer) อยู่ในวงศ์ Rafflesiaceae จัดเป็นพืชกาฝาก (parasitic plant) ที่อาศัยกับพืชสกุลเถาวัลย์น้ำ Tetrastigma sp. พืชในสกุล Rafflesia จัดว่าเป็นดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อบานมีความสวยงามมากชนิดหนึ่ง พบในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถึง 16 ชนิด แต่พบในประเทศไทยเพียงชนิดเดียว คือ Rafflsia kerrii Meijer เดิมรายงานว่าพบได้ตั้งแต่จังหวัดระนอง ไปจนถึงเขตตอนเหนือของมาเลเซียเท่านั้น
การเรียกชื่อดอกบัวผุดมักแตกต่างกัน ชาวสุมาตราเรียกดอกไม้ในสกุลนี้ว่า บังกา-ปัทมา (Banga-Patma) บังกา (Banga) แปลว่า ดอกไม้ ปัทมา (Patma) แปลว่า ดอกบัว คนไทยทางภาคใต้มักเรียกชื่อแตกต่างกันหลายชื่อ เช่น บัวตูม บัวตุม ต่อมาเรียกว่า บัวผุด เพราะเมื่อดอกบานเหมือนกับมีดอกบัวผุดออกอยู่กลางผืนป่า

ลักษณะของบัวผุด
บัวผุด เป็นพืชกาฝากชนิดหนึ่ง ไม่มีระบบราก ลำต้น ใบ และคลอโรฟิลล์ที่ใช้ในการสังเคราะห์แสง แต่สามารถเจริญได้ โดยการใช้เซลล์ยาวๆ เพียงไม่กี่เซลล์เชื่อมต่อกับท่อลำเลียงของรากเถาวัลย์น้ำ (Tetrastigma sp.) ดูดเอาน้ำเลี้ยง รวมทั้งสารอาหารต่างๆที่เถาวัลย์นี้สังเคราะห์ขึ้นด้วย โดยปกติแล้วเราจะไม่พบบัวผุดขึ้นอยู่ทั่วไปจนกว่าช่วงที่จะผสมพันธุ์เท่านั้น บัวผุดจะแตกตุ่มเล็กๆ บนเปลือกเถาวัลย์ เมื่อตูมดอกบัวผุดมีลักษณะคล้ายกับหัวกะหล่ำปลี มีกลีบสีน้ำตาลเข้มห่อหุ้มอยู่ด้านนอก แลแตกออกเมื่อขนาดใหญ่ขึ้น หลังจากผ่านไป 9 เดือนดอกบัวผุดจะบานออก สามารถวัดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางได้ประมาณ 60-90 เซนติเมตร นำหนักสดมีน้ำหนักประมาณ 10 กิโลกรัม และเคยมีรายงานว่าพบดอกไม้สกุลเดียวกันนี้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า100 เซนติเมตร ในต่างประเทศ เช่น ประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย
ดอกบัวผุดมี 5 กลีบขนาดใหญ่สีน้ำตาลปนแดงด้านบนผิวกลีบดอกมีตุ่มเล็กๆ สีขาวขึ้นอยู่หนาแน่น ติดกับกลีบดอกเป็นส่วนที่เรียกว่า ผนังบังดอก (diaphram) ส่วนในสุดของดอกมีลักษณะคล้ายจานแบนด้านผิวจานมีปุ่มคล้ายหนามแหลม ซึ่งยังไม่รู้หน้าที่ที่แน่นอน แต่นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่าปุ่มหนามนี้ช่วยการกระจายกลิ่นที่เหมือนเนื้อเน่าที่อยู่ภายในดอกบัวผุดให้แมลงวันรวมถึงแมลงอื่นๆ หลงกลกลิ่นเข้ามาข้างในดอกและเป็นตัวกระจายละอองเกสรตัวผู้
บัวผุด เป็นพืชที่มีการสืบพันธุ์แบบแยกเพศ ดอกเพศเมียและดอกเพศผู้อยู่คนละต้นกัน ซึ่งการจำแนกว่าดอกใดเป็นเพศไหนนั้นยากจะจำแนกด้วยตาเปล่า ต้องผ่าดูโครงสร้างในดอกเท่านั้น อวัยวะสืบพันธุ์ของบัวผุดจะอยู่บริเวณขอบด้านล่างของจาน (disk) เมื่อแมลงบินเข้าไปในดอกแล้วมุดลงใต้แผ่นจาน ละอองเกสรของดอกไม้ก็จะติดมากับตัวแมลงแล้วแพร่ไปยังดอกตัวเมีย แต่โอกาสที่ดอกบัวผุดจะผสมพันธุ์นั้นเป็นช่วงสั้นๆ คือ ช่วงที่ดอกบัวผุดบานประมาณ 4-5 วัน หลังจากนั้นกลีบดอกบัวผุดก็จะเริ่มม้วนตัวและมีสีคล้ำอย่างรวดเร็ว จนดำและย่อยสลายไปเหลือเพียงรอยแตกของเปลือกไม้บนเถาวัลย์นั้น

ถิ่นอาศัย
บัวผุดมักพบในเขตป่าดิบชื้น หรือบริเวณที่มีความชื้นสูง ที่ระดับความสูง 500-700 เมตร ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดระนอง ไปจนถึงจังหวัดนราธิวาส โดยเฉพาะที่อุทยานแห่งชาติเขาสก จังหวัดสุราษฎร์ธานี นับได้ว่าเป็นสถานที่ดูบัวผุดที่สำคัญแห่งหนึ่งในเมืองไทย และยังมีรายงานว่าพบบัวผุดในบางพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติกุยบุรี และอุทยานแห่งชาติน้ำตกห้วยยางพบบริเวณป่าดิบชื้นเหนือน้ำตกบัวสวรรค์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าบัวผุดมีการกระจายพันธุ์ไปไกล นอกจากนี้ยังพบได้ทางตอนเหนือของประเทศมาเลเซียอีกด้วย

ผู้ค้นพบบัวผุด
นักพฤกษศาสตร์ชื่อ Dr. Joseph Arnold กำลังสำรวจป่าสุมาตราและพบดอกไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกบานอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของแม่น้ำ Manna เขาจึงลงมือขุดเพื่อนำดอกและต้นมาศึกษาอย่างละเอียด Arnold เป็นหนึ่งในคณะนักสำรวจภายใต้การนำของ Sir Thomas Stamford Raffles ผู้เป็นรัฐบุรุษในการจัดตั้งรัฐสิงคโปร์ เขาจึงตั้งชื่อดอกไม้นั้นว่า Rafflesia arnoldii
ในประเทศไทย ดอกบัวผุด (Refflesia Kerrii Meijer) ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2472 โดย นายแพทย์ เอ.เอฟ.จี.เคอร์ (Dr.A.F.G.Kerr) หมอสอนศาสนาและนักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ เชื้อสายไอริช ต่อมาในปี พ.ศ. 2527 บัวผุดพันธุ์ไทยได้รับการประกาศเป็นพันธ์ไม้ชนิดใหม่ของโลก มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Rafflesia Kerrii” เมื่อด.ร. เอ็ม เมเยอร์ (Dr. M. Mejer) แห่งมหาวิทยาลัยเคนตักกี สหรัฐอเมริกา พบว่าต่างจากบัวผุดที่พบในป่าดงดิบชื้นของอินโดนีเซีย และตั้งชื่อเป็นเกียรติกับผู้ค้นพบคือ นายแพทย์ เอ เอฟ จี เคอร์ (Dr. A.F.G.Kerr) ผู้เก็บตัวอย่างพืชชนิดนี้เพื่อการศึกษาทางพฤกษ์ศาสตร์เป็นผู้แรก

สถานภาพปัจจุบัน
บัวผุดจัดเป็นพืชเฉพาะถิ่นที่หายาก และ ตามบัญชีของ IUCN Red data book จัดว่าบัวผุดเป็นพืชที่อยู่ในภาวะถูกคุกคามใกล้ต่อการสูญพันธุ์หรือมีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ซึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้บัวผุดเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ คือ
• จากการทำลายป่าไม้ที่เป็นที่อยู่อาศัยของบัวผุด ทำให้สภาพนิเวศเปลี่ยนแปลง โดยในปี พ.ศ. 2529 มีการสร้างเขื่อนเชี่ยวหลาน ทำให้พื้นที่ป่าจมน้ำ และชาวบ้านที่อพยพออกมาได้ตัดไม้ถางป่าเพื่อทำไร่ทำสวนเลี้ยงชีพ นับเป็นความเสียหายมหาศาล
• การลักลอบเก็บดอกบัวผุดขายและเพื่อใช้เป็นยาสมุนไพร โดยเชื่อว่าบัวผุดเป็นยาบำรุงสตรีหลังคลอด ทำให้มีพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง มีผิวพรรณเปล่งปลั่ง และยังเป็นยาบำรุงบุรุษเพศ แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่ามีสรรพคุณจริงหรือไม่จากนักเภสัชศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีชาวบ้านบางคนตัดเถาวัลย์ที่เป็นพืชอาศัยของบัวผุดไปด้วย
• ถูกสัตว์ป่ากัดกินดอกตูม ทำให้บัวผุดไม่มีโอกาสบานเพื่อผสมพันธุ์ต่อไป
• การที่นักท่องเที่ยวเดินเข้าไปศึกษาธรรมชาติและเข้าไปชมบัวผุดจำนวนมาก ส่งผลให้ดินบริเวณดังกล่าวแน่นขึ้น เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตของเถาวัลย์

ประทุมพร ธรรมลังกา ศูนย์ศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติ จังหวัดเพชรบุรี
ผู้เรียบเรียง

เอกสารอ้างอิง
วิวัฒน์ พันธวุฒิยานนท์ “บัวผุด ที่ไม่ใช่เพียงดอกไม้ยักษ์” สารคดีฉบับ122 เดือนเมษายน 2538
นันทวรรณ สุปันตี
http://www.treebankthai.com/phatotonnam/article_raffesia.html
http://www.earlham.edu/~givenbe/Rafflesia/rafflesia/biodiv2.htm
http://homepages.wmich.edu/~tbarkman/rafflesia/Rafflesia.html

Navigate through the articles
Previous article ความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทย แนวทางการพิจารณาอนุญาตเข้าไปทำการศึกษาวิจัยทางวิชาการในพื้นที่อนุรักษ์ Next article


สงวนลิขสิทธิ์โดย : ศูนย์นวัตกรรมอุทยานแห่งชาติและพื้นที่คุ้มครอง จ.เพชรบุรี
 
ค้นหา
ทะเบียนพรรณพืช


ภาพกิจกรรมของศูนย์
GIS02.JPG
GIS03.JPG
thongpaphum4.JPG
สำรวจสัตว์.JPG
ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง